วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

Comparison


Comparison คือ การเปรียบเทียบของคำคุณศัพท์

Comparison คือ การเปรียบเทียบของคำคุณศัพท์ (Adjective) และคำวิเศษณ์ (Adverb) ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 แบบ
  • การเปรียบเทียบแบบเท่าเทียมกัน (Comparison of Equality)
  • การเปรียบเทียบที่สูงกว่ากัน (Comparison of Superiority)
  • การเปรียบเทียบที่ต่ำกว่ากัน (Comparison of Inferiority)
  • การเปรียบเทียบแสดงความสูงสุด (Comparison of Supremacy)

ขั้นปกติ (positive degree) เช่น long, short, good
ขั้นกว่า (comparative degree) เช่น longer, shorter, better
ขั้นสุด (superlative degree) เช่น longest, shortest, best
  • การเปรียบเทียบที่เท่าเทียมกัน (Comparison of Equality)
    ใช้เปรียบเทียบบุคคลหรือสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป
    แสดงโดยใช้รูป "as + รูป positive (รูปปกติของ adjective และ adverb) + as" เช่น
    This pencil is as long as that one. (ดินสอแท่งนี้ยาวเท่ากับแท่งนั้น)
    สำหรับในประโยคปฏิเสธ ปัจจุบันใช้ได้ทั้ง 2 แบบ คือ
    "not so + รูป positive + as" เช่น This pencil is not so long as that one.
    "not as + รูป positive + as" เช่น This pencil is not as long as that one.
  • การเปรียบเทียบที่สูงกว่า (Comparison of Superiority)
    แสดงได้โดยใช้ comparative degree ใน "รูปcomparative + than" เช่น
    This pencil is longer than that one. (ดินสอแท่งนี้ยาวกว่าแท่งนั้น)
  • การเปรียบเทียบที่ต่ำกว่า (Comparison of Inferiority)
    ใช้ในรูป less + รูป positive + than" เช่น
    • It is less hot today than it was yesterday.
      (วันนี้อากาศร้อนน้อยกว่าเมื่อวานนี้)
    • Jane is less careful than Aommy.
      (เจนรอบคอบน้อยกว่าออมมี่)
    ประโยคดังกล่าวอาจแสดงได้โดยใช้รูปปฏิเสธของการเปรียบเทียบที่เท่าเทียมกัน ดังนี้
    • It is not so hot today as it was yesterday.
      = It is not as hot today as it was yesterday.
      = It is less hot today than it was yesterday.
      (วันนี้อากาศไม่ร้อนเท่าเมื่อวานนี้)
    • Jane is not so careful as Aommy.
      = Jane is not as careful as Aommy.
      = Jane is less careful than Aommy.
      (เจนไม่รอบคอบเท่าออมมี่)
  • การเปรียบเทียบแสดงความสูงสุด (Comparison of Supremacy) เช่น
    • That was the longest pencil. (นั่นเป็นดินสอแท่งที่ยาวที่สุด)
    • He is the oldest boy of the class. (เขาเป็นเด็กที่อายุมากที่สุดในชั้น)
การสร้างรูปคำคุณศัพท์ เพื่อแสดงการเปรียบเทียบมี 2 วิธี คือ
  • สร้างรูปขั้นกว่า โดยการเติม er เข้าข้างท้าย หรือเติม more เข้าข้างหน้า
  • สร้างรูปขั้นสุด โดยการเติม est เข้าข้างท้าย หรือเติม most เข้าข้างหน้า
วิธีการเปลี่ยนรูปคุณศัพท์ให้กลายเป็นขั้นกว่าและขั้นสูงสุด สามารถทำได้ดังแผนภูมิข้างล่างต่อไปนี้
ถ้าดูตารางแล้วไม่สามารถเข้าใจได้ สามารถดูคำอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้การเติม more และ most ให้เติมเข้าข้างหน้าคำต่อไปนี้
  • คำตั้งแต่สามพยางค์ขึ้นไป (ไม่มีข้อยกเว้น) เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    beautiful (สวย)more beautifulmost beautiful
    economical (ประหยัด)more economicalmost economical
  • คำสองพยางค์ซึ่งลงเสียงหนัก (stressed) ที่พยางค์แรก เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    hopeful (มีหวัง)more hopefulmost hopeful
    fertile (อุดมสมบูรณ์)more fertilemost fertile
    learned (คงแก่เรียน)more learnedmost learned
  • คำพยางค์เดียวที่เป็นกริยาช่องที่สาม (past paticiple) ซึ่งนำมาใช้อย่าง adjective
    PositiveComparativeSuperlative
    hurt (ได้รับบาดเจ็บ)more hurtmost hurt
    worn (ขาดวิ่น, เสื่อมสภาพ)more wornmost worn
    learned (คงแก่เรียน)more learnedmost learned
  • คำพยางค์เดียวที่เป็นคำบอกสัญชาติ,เชื้อชาติ เช่น
    • She is more French than you are. (เขาเป็นฝรั่งเศสมากกว่าคุณเสียอีก)
    • Mr. Smith is more Thai than I am. (คุณสมิธเป็นไทยมากกว่าฉัน)
  • เราเติม er, est ท้ายคำพยางค์เดียวหรือสองพยางค์เท่านั้น
  • คำพยางค์เดียว เติม er, est เสมอ (ยกเว้นในกรณีข้อ 3และ4 ด้านบน)
  • คำสองพยางค์ อาจเติม er, est หรือใช้ more, most ก็ได้
รุปแบบของการผัน
  • ถ้าเป็นคำพยางค์เดียวที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะสองตัว หรือลงท้ายด้วยพยัญชนะตัวเดียว แต่มีสระสองตัว เติม er และ est ได้ทันที เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    small (เล็ก)smallersmallest
    fair (ยุติธรรม)fairerfairest
    sweet (หวาน)sweetersweetest
    clear (แจ่มใส)clearerclearest
  • ก่อนเติม er หรือ est ต้องเติมตัวสะกดอีกตัวหนึ่ง
    ถ้าเป็นคำพยางค์เดียว หรือมีสระตัวเดียวและตัวสะกดตัวเดียว เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    big (ใหญ่)biggerbiggest
    sad (เสียใจ)saddersaddest
    wet (เล็ก)wetterwettest
  • เติมเฉพาะ r และ st ถ้าเป็นคำพยางค์เดียวที่ลงท้ายด้วย e อยู่แล้ว
    PositiveComparativeSuperlative
    brave (กล้าหาญ)braverbravest
    wise (ฉลาด)wiserwisest
    true (จริง)truertruest
    fine (ดี, งาม)finerfinest
  • เปลี่ยน y เป็น i ก่อนเติม er หรือ est
    คำพยางค์เดียวที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วจึงเติม er หรือ est เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    dry (แห้ง)drierdriest
    sly (ขี้โกง)sliersliest
    merry (ร่าเริง)merriermerriest
    ยกเว้น
    shy (ขี้อาย)shyershyest
  • ไม่ต้องเปลี่ยน y เป็น i ถ้าหน้า y เป็นสระ เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    gay (เบิกบานใจ)gayergayest
    grey (เทา, มอม)greyergreyest
  • เติม er, est กับคำสองพยางค์ซึ่งลงท้ายด้วย er, re, le, y และ ow
    PositiveComparativeSuperlative
    clever (ฉลาด)cleverercleverest
    bitter (ขม)bittererbitterest
    sincere (จริงใจ)sincerersincerest
    feeble (อ่อนแอ)feeblerfeeblest
    noble (มีเกียรติ)noblernoblest
    happy (มีความสุข)happierhappiest
    pretty (น่ารัก)prettierprettiest
    yellow (เหลือง)yelloweryellowest
    mellow (หวาน, นุ่ม)mellowermellowest
  • เติม er, est กับคำสองพยางค์ ซึ่งลงเสียงหนัก (stressed) ที่พยางค์หลัง
    PositiveComparativeSuperlative
    polite (สุภาพ)politerpolitest
    sedate (สงบ, ขรึม)sedatersedatest
    genteel (ลักษณะผู้ดี)genteelergenteelest

    (ปัจจุคำเหล่านี้บันนิยมใช้ more และ most มากกว่า โดยเฉพาะอเมริกันจะใช้ more, most เสมอ เช่น more polite, most polite)
หมายเหตุ คำต่อไปนี้จะเติม er, est หรือใช้ more, most ก็ได้
angry โกรธsunny แดดจัดclever ฉลาดsincere จริงใจ
cloudy เมฆมากrisky เสี่ยงsleepy ง่วงนอนprecise ชัดเจน, แม่นยำ
cruel โหดร้ายcommon ธรรมดาfoggy หมอกจัดconcise รวบรัด, กระชับ
holy ศักดิ์สิทธิ์windy ลมแรงrainy ฝนตกpleasant ร่มรื่น, น่าชื่นชม
snowy หิมะตกtender นุ่มนวลlikely น่าจะเป็นmisty ละอองหมอกจัด
quiet เงียบsevere อย่างหนัก, อย่างยิ่ง:-)
Irregular Comparison คำบางคำมีรูปการเปรียบเทียบพิเศษ เช่น
PositiveComparativeSuperlative
good/well (ดี)betterbest
bad/ill (เลว)worseworst
much/many (มาก)moremost
little (น้อย)less/lesserleast
fore (ข้างหน้า)formerforemost
hind (ข้างหลัง)hinderhindmost
ข้อสังเกตทั่วไปของการเปรียบเทียบ adjective
  • คำ adjective บางคำไม่สามารถแสดงการเปรียบเทียบได้ เช่น
    PositiveComparativeSuperlative
    polite (สุภาพ)politerpolitest
    sedate (สงบ, ขรึม)sedatersedatest
    genteel (ลักษณะผู้ดี)genteelergenteelest

    (ปัจจุคำเหล่านี้บันนิยมใช้ more และ most มากกว่า โดยเฉพาะอเมริกันจะใช้ more, most เสมอ เช่น more polite, most polite)
หมายเหตุ คำต่อไปนี้จะเติม er, est หรือใช้ more, most ก็ได้
perfect สมบูรณ์unique หนึ่งเดียว
empty ว่างเปล่าsquare สี่เหลี่ยมจัตุรัส
round กลมcircular ซึ่งเป็นวงกลม
wooden เป็นไม้golden เป็นทอง
eternal ชั่วนิรันดรdaily ประจำวัน
แต่บางครั้งเราจะพบประโยคทำนองว่า
  • I have just bought tha most perfect hat.
    (ฉันเพิ่งซื้อหมวกใบที่ดีที่สุดมาใบหนึ่ง)
    คำ most perfect ในที่นี้ไม่มีความหมายว่า สมบูรณืที่สุด จริงๆ เพราะสิ่งที่สมบูรณ์แล้วจะมีสมบูรณ์กว่า, สมบูรณ์ที่สุดไม่ได้ ผู้พูดประโยคเช่นนี้ไม่ได้เปรียบเทียบอะไร เพียงแต่เป็นคำแสดงการเน้นหรือแสดงความดีใจเท่านั้น เช่นเดียวกับประโยคว่า
  • My glass is fuller than yours.
    (แก้วของฉันเต็มกว่าแก้วของคุณ)
    ผู้พูดประโยคนี้ต้องการแสดงเพียงว่า แก้วของเขามีสิ่งบรรจุอยู่มากกว่าเท่านั้นเอง ไม่ได้เปรียบเทียบอะไร
  • การเปรียบเทียบขั้นกว่า (comparative) จะต้องตามด้วย than เช่น
    • He is taller than Smithy.
    • Jane is more beautiful than Mary.
    แต่มีคุณศัพท์ขั้นกว่าบางคำที่ไม่ต้องใช้กับ than
    • คำ comparative ที่มาจากภาษาละติน (latin) ต้องตามด้วย to (ไม่ใช่ than)
      • superior to: เหนือกว่า, ยิ่งกว่า (= greater than)
        His strength is superior to mine. (กำลังของเขาเหนือกว่าฉัน)
      • inferior to: ด้อยกว่า, น้อยกว่า (= less than)
        My strengh is inferior to his. (กำลังของฉันด้อยกว่าเขา)
      • anterior to: ก่อนกว่า (= earlier than)
        This event is anterior to that one. (เหตุการณ์อันนี้ก่อนกว่าอันนั้น)
      • posterior to: หลังกว่า, ล่ากว่า (= later than)
        That event is posterior to this one. (เหตุการณ์อันนั้นล่ากว่าอันนี้)
      • senior to: แก่กว่า, อาวุโสกว่า (= older than)
        He is seniorto me. (เขาแก่กว่าฉัน)
      • junior to: อ่อนกว่า, อาวุโสน้อยกว่า (= younger than)
        I'm junior to him. (ฉันอ่อนกว่าเขา)
    • คำ comparative ไม่ต้องใช้กับ than เมื่อใช้ประกอบหน้า noun หรือหน้าคำ one เช่น
      • I want a better job. (ฉันต้องการงานที่ดีกว่านี้)
      • Bring me a smaller one. (เอาอันเล็กกว่านี้ให้ฉัน)
      แต่ถ้าเป็นการเปรียบเทียบ 2 สิ่งต้องมี than เช่น This is an older house than that one.
    • คำ comparative ไม่ต้องใช้กับ than เมื่อใช้เป็นส่วนของกริยา เช่น
      • He is better now. (เวลานี้เขาดีขึ้น)
      • It is warmer this morning. (เช้าวันนี้อากาศร้อนขึ้น)
    • คำ comparative ไม่ต้องใช้กับ than ในแบบประโยคต่อไปนี้
      • They made the house bigger. (พวกเขาทำบ้านให้ใหญ่ขึ้น)
      • You must keep your work cleaner. (คุณควรทำงานของคุณให้สะอาดขึ้นอีก)
    • คำ comparative ต่อไปนี้ ปัจจุบันมีความหมายเป็น positive degree การใช้จึงเหมือนกับเป็น positive ธรรมดาทั่วไป ไม่ต้องใช้กับ than
      inner ภายในinterior ภายใน
      outer ภายนอกexterior ภายนอก
      upper ข้างบนlower ข้างล่าง
      former อันก่อนlatter อันหลัง
      minor ส่วนน้อยmajor ส่วนใหญ่
  • คำ superlative ที่ใช้ประกอบหน้านาม (attribuitively) จะต้องนำด้วย the เสมอ เช่น
    • The best pen is on the table.
    • This is the best advice I can give you.
    ยกเว้นถ้า adjective นั้นขึ้นต้นด้วย most จะใช้ a หรือจะไม่ใช้ article เลยก็ได้ถ้าเป็นการกล่าวทั่วๆไป เช่น
    • She is (a) most beautiful girl. (หล่อนเป็นหญิงสาวที่สวยที่สุดคนหนึ่ง)
    • These are most delicious cakes. (นี่เป็นขนมเค้กที่อร่อยที่สุด)
    แต่ถ้าใช้เป็นส่วนของกริยา (predicatively) จะใช้ the หรือไม่ใช้ก็ได้ เช่น This pen is best. (ปากกาแท่งนี้ดีที่สุด)
  • ในการเปรียบเทียบของสองสิ่ง คงใช้ comparative เท่านั้น (ไม่ใช้ superlative) ถ้าสิ่งของมากกว่าสองสิ่งขึ้นไป ต้องใช้ superlative (จะใช้ comparative ไม่ได้) เช่น
    • Of the two boys, Smith is taller.
      (ระหว่างเด็กสองคน สมิธสูงกว่า)
    • She is the older and the more beautiful of the two sisters.
      (ระหว่างพี่น้องสองคนนั้น หล่อนอายุมากกว่าและสวยกว่า)
    อย่างไรก็ตามกฏที่ว่าต้องใช้ comparative ระหว่างของสองสิ่งนี้ ก็ไม่ได้รับความนับถือใช้กันแต่อย่างใดนัก คงมีใช้กันเฉพาะในหนังสือสำคัญ หรือในสุนทรพจน์เท่านั้น ตามปกติแล้ว แม้จะเปรียบเทียบระหว่างของสองสิ่งก็ใช้ superlative ได้ แม้ในการเขียนก็ยังนิยมใช้กัน
  • รูปคำหลัง than
    than + กริยาช่องที่ 1: I would rather walk than run.
    than + to กริยา: I want nothing more than to help you.
    than + กริยา ing: He likes skating more than skiing.
    than + ประโยค: He knows her better than you do.
    than + กรรม: He knows her better than me.
    การเปลี่ยนแปลงรูปร่างของ adverb ให้เปลี่ยนเป็นขั้นกว่า (comparative) และขั้นสูงสุด (superative) โดยทั่วๆ ไปแล้วนั้น ใช้หลักการเดียวกับการเปรียบเทียบคำคุณศัพท์ มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย โดยadverb ตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป ต้องใส่ more นำหน้าในขั้นกว่าและใส่ most นำหน้าในขั้นสูงสุด ไม่มีข้อยกเว้นในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น
  • Tags: Comparison คือ การเปรียบเทียบ

    Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)


    โพสต์ให้เพื่อนครับไม่มีอะไร เคยทำรายงานชิ้นนี้เอาไว้ เลยมาโพสต์ไว้ที่นี่เผื่อหลายคน search เจอจะได้นำความรู้จะใช้ต่อยอดได้
    Adverb คือ คำกริยาวิเศษณ์ ทำหน้าที่ขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์, และคำกริยาวิเศษณ์ตัวอื่นๆ โดยมีลักษณะต่างๆดังนี้
    ชนิดของ Adverb แบ่งตามความหมายได้ดังนี้
    1. Adverb of manner (กริยาวิเศษณ์บอกกริยาอาการ)
    adverb ที่บอกว่าการกระทำนั้นได้กระทำในลักษณะอาการอย่างไร ( How ) ส่วนมากจะเป็น adverb ที่ลงท้ายคำด้วย -ly ของคำคุณศัพท์
    เช่น quickly, happily, bravely, hard, fast, well
    2. Adverb of place (กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่)
    adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นที่ไหน หรือ การเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนัง ( Where )
    เช่น here, there, everywhere, up, down, near, abroad, above
    3. Adverb of time (กริยาวิเศษณ์บอกเวลา)
    adverb ที่ บอกว่าการกระทำนั้นเกิดเมื่อใด ( when ) เป็นเวลานานแค่ไหน ( for how long ) และบ่อยแค่ไหน ( how often )
    เช่น When = today, yesterday, later,now, last year, after, soon, before, sometime, For how long = all day, not long, for a while, since last year, temporarily, briefly, from……to, till, until ( บางตำราแยกเป็น Adverbs of Duration [กริยาวิเศษณ์บอกระยะที่ดำเนินการมา] )
    How often = sometimes , frequently, never, often, always, monthly ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of Frequency [กริยาวิเศษณ์บอกความสม่ำเสมอ] )
    4. Adverb of degreeเป็นกริยาวิเศษณ์ที่ส่วนใหญ่ไปขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง เพื่อบอกระดับหรือปริมาณความมากน้อย คำที่พบบ่อยๆ (How much) ( บางตำราแยกหัวข้อนี้ออกเป็น Adverbs of quantity [กริยาวิเศษณ์บอกปริมาณมากหรือน้อย] )
    ได้แก่
    เช่น very, fairly, rather, quite, too, hardly
    5. Adverb of Affirmation or Negation คือ กริยาวิเศษณ์บอกการรับหรือปฏิเสธ
    เช่น yes, no, not, not at all, of course, actually
    *6. Conjunctive Adverbs เป็นกริยาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เป็นคำเชื่อมอนุประโยค (independent clause) ในประโยค โดยมีข้อความของอนุประโยคหน้าและอนุประโยคหลังเชื่อมโยงกัน เช่นคำต่อไปนี้
    เช่น next, finally, also, anyway, besides, still
    *7. Interrogative Adverbs (บางตำราก็เขียนไว้ว่า Adverb of Interrogative) กริยาวิเศษณ์นำในประโยคคำถาม ได้แก่คำดังต่อไปนี้
    เช่น why, where, how, when, which, who
    *8. Relative Adverbs เป็นคำกริยาวิเศษณ์นำหน้า relative clause ได้แก่คำ when, where, why แทนคำ preposition + which
    * หมายเหตุ บางตำราอาจจะไม่มี หรือรวมไว้ในหมวดเดียวกัน
    หลักการสร้าง Adverb / แหล่งกำเนิด Adverb (หลักการเปลี่ยน adjective -> adverb)
    1. Adverb ส่วนมากเกิดจากคำการเติม –ly ท้าย adjective
    careful -> carefully
    quick -> quickly
    โดยหลักการเติม –ly มีดังนี้
    a) คำที่ลงท้ายด้วย –e ให้เติม –ly ได้เลย เช่น
    extreme -> extremely
    ยกเว้น คำเหล่านี้ที่เปลี่ยนทั้งรูปได้แก่ true -> truly, due -> duly, whole -> wholly
    b) คำที่ลงท้ายด้วย –le (-able, -ible) ให้เติม –ly เช่น
    comfortable -> comfortablely
    c) คำที่ลงท้ายด้วย –y เปลี่ยน –y เป็น –i และเติม –ly เช่น
    happy -> happily
    d) คำที่ลงท้ายด้วย (สระ+l) ให้เติม –ly เช่น
    beautiful -> beautilfully
    e) นอกจากกฎเกณฑ์ที่ลงท้ายตามข้อ 1-2 แล้ว เมื่อต้องการให้เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ให้เติม ly ปัจจัยได้เลย ไม่ต้องลังเลใจให้เสียเวลา
    2. Adverb บางคำขึ้นต้นด้วย a-
    เช่น a+go = ago, a+broad = abroad, a+new = anew, a+part = apart, a+side = aside
    3. Adverb บางชนิดเติม –wise หรือ –ward
    เช่น forwards, backwards
    4. มีรูปของตนเองมาโดยกำเนิด จะต่อเติมหรือตัดออกแม้เพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ได้ ได้แก่คำว่า here,there,hard,always,well,lften,too,ver,early, seldom,etc.
    *** 5.Adverb บางคำเป็นรูปเดียวกับ Adjective
    มี Adverb อยู่บางตัวซึ่งมีรูปเช่นเดียวกันกับ Adjective
    คำต่อไปนี้เป็นได้ทั้ง Adjective และ Adverb
    สุดท้ายแต่วิธีใช้ หรือตำแหน่งวางไว้ในประโยคของมันได้แก่
    table update coming soon…)
    คำทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้านำไปใช้โดยวางไว้หน้านามหรือหลัง Ber to be, taste, feel, smell, etc. ทำหน้าที่ เป็น Adjective แต่ถ้านำไปใช้โดยวางไว้หลังกริยาทั่ว ๆ ไป นอกจาก
    Verb to do ฯลฯ ตามที่กล่าวมาแล้ว ทำหน้าที่เป็น Adverb ตัวอย่าง
    วิธีการใช้ adverb
    1. Adverb of manner
    + ถ้าประโยคไม่มีกรรมให้วางหลังกริยา เช่น They walk slowly.
    + ถ้าประโยคนั้นมีกรรม ให้วางหลังกรรม เช่น I can speak Japanese well.
    + Adverb of Manner ที่ลงท้ายด้วย -ly หรือเป็นคำที่แสดงความเห็นของผู้พูดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ส่วนใหญ่นิยมวางไว้ในประโยค เช่น I have carefully considered all of the possibilities.
    + Adverbs of Manner อาจจะวางไว้หน้าประโยคได้เมื่อต้องการเน้น Adverb นั้น เช่น
    Patiently, we waited for the show to begin.
    + ประโยคอุทานที่ขึ้นต้นด้วย How ให้วาง Adverbs of Manner ไว้หลัง How เช่น
    How quickly the time passes!
    + ในประโยค passive voice ถ้ามี Adverb of Manner มาขยาย ให้วางไว้หน้ากริยาช่อง 3 เสมอ
    เช่น The report was well written.
    + แต่ในกรณีที่ต้องการเน้น สามารถนำมาไว้หน้าประโยคได้ เช่น As quickly as we could, we finished the work.
    2. Adverb of place
    + ตำแหน่งของ Adverb of Place ปกติจะวางท้ายประโยคหลังกริยาหลัก ( main verb ) หรือหลังกรรม ( object ) และไม่มีคำอื่นต่อท้าย เช่น
    The students are walking home.
    3. Adverb of time
    + Adverb ที่บอกว่าเกิดเมื่อใด ( When ) ส่วนมากจะนิยมวางท้ายประโยค เช่น
    I ‘m going to tidy my room tomorrow.
    + Adverb of time ส่วนมากจะวางไว้ในกลางประโยคไม่ได้ ยกเว้น now, once, และ then เช่น It is now time to leave.
    + Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหน ( how often ) เป็นการแสดงความถี่ของการกระทำ ส่วนมากวางหน้ากริยาหลัก ( main verb ) แต่หลังกริยาช่วย ( auxiliary verbs ) เช่น be, have, may, must
    I often eat vegetarian food.
    + Adverb ที่บอกว่าบ่อยแค่ไหนซึ่งระบุจำนวนเวลาของการกระทำที่แน่นอน ส่วนมากจะวางท้ายประโยค เช่น This magazine is published monthly.
    + Adverb ที่สามารถวางท้ายประโยค หรือวางหน้ากริยาหลัก เช่น frequently,generally, normally, occasionally,often, regularly, sometimes, usually เช่น She regularly visits France.
    4. Adverb of degree
    + ตำแหน่งของ Adverbs of Degree ส่วนใหญ่วางหน้าคำที่มันขยาย มักจะขยาย adjective หรือ adverb ด้วยกันเอง และวางหน้า main verb หรือระหว่างกริยาช่วย ( auxiliary verb )กับ main verb เช่น The water was extremely cold.
    หลักการเรียงลำดับ adverb หลายชนิดที่ขยายกริยา
    1.สถานที่ (place) 2.กริยาอาการ (manner) 3.ความถี่ (frequency) 4.เวลา (Time)
    * โดยมากใช้กับกริยาที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เช่น go, leave, walk, fly, come
    (table update coming soon...)
    * ้าเป็นกริยาที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งให้เรียงกริยาอาการมาก่อนสถานที่
    - She sang beautifully in the hall last night.
    * กรณีมี adverb ชนิดเดียวกันมากกว่า 1 ตัวขยายกริยา ให้เรียงจากจุดเล็กสุดมายังจุดกว้างสุด
    - Dan was born at seven o’clock on Sunday in August in 1975.


    Adjectives ( Types ) Adjective ตำแหน่งของคุณศัพท์ ( Position )

    Adjective
    ตำแหน่งของคุณศัพท์ ( Position )


    Adjective ( คุณศัพท์ ) คือคำ ( word ) วลี ( phrase ) หรือประโยค ( sentence )    ซึ่งใช้อธิบายหรือขยายคำนาม หรือสรรพนาม ให้ได้ ความชัดเจนยิ่งขึ้น กล่าวคือเป็นการบอกให้รู้ลักษณะคุณสมบัติของนามหรือสรรพนามนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น good, bad, new, hot, my, this โดยทั่วไปการวางตำแหน่ง คุณศัพท์ในประโยคจะวางได้ 2 แบบ

    • ใช้วางประกอบข้างหน้านาม ( attributive use ) ที่มันขยายShe is a beautiful girl.  เธอเป็นคนสวย ( beautiful ขยายนาม girl)
      These are small envelopes. พวกนี้เป็นซองเล็กๆ  ( small ขยายนาม envelopes)
    • ใช้วางเป็นส่วนของกริยา ( predicative use ) โดยอยู่ตามหลัง verb to be เมื่อ adjective นั้นขยาย noun หรือ pronoun ที่อยู่หน้า verb to beThe girl is beautiful. เด็กผู้หญิงคนนั้นสวย 
            (
       beautiful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be  ขยาย girl และ the เป็นคุณศัพท์ขยาย girl เช่นกัน
      These 
      envelopes are smallซองพวกนี้มีขนาดเล็ก
            (
       small เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย envelopes ,these เป็น คุณศัพท์ขยาย envelopes เช่นกัน )
      She 
      has been sick all weekเธอป่วยมาตลอดอาทิตย 
            (
       sick เป็น คุณศัพท์ ที่ตามหลัง verb to be   ขยายสรรพนาม she )
      ( You) 
      Be careful( คุณ ) ระมัดระวังด้วย 
            
      ( careful เป็นคุณศัพท์ที่ตามหลัง verb to be ขยาย you    ซึ่งในที่นี้ละไว้เป็นที่เข้าใจ ) 
      That cat 
      is fat and  whiteแมวตัวนั้นอ้วนและมีสีขาว
           
      ( That 
      เป็นคุณศัพท์ประกอบหน้านาม   fat และ white เป็นคุณศัพทซึ่งเป็นส่วนของกริยาขยาย cat
     หลักเกณฑ์อื่นๆ
    1. คุณศัพท์ที่ประกอบหน้านามไม่ได้ ต้องวางหลัง verb to be หรือ linking verb* เท่านั้นเรียกว่าเป็น predicate adjective ได้แก่
     alike เหมือน
     afraid
     กลัว
     asleep หลับ
     alone
     โดยลำพัง
     awake ตื่นอยู่
     alive
     มีชีวิตอยู่
     aware ระวัง
     ashamed
     ละอาย
     afloat ลอย
     unable
    ไม่สามารถ
     content พอใจ
     worth
     มีค่า
     ill ป่วย
     well
     สบายดี
     เช่น
    These two women look alike. ผู้หญิง 2 คนนี้ดูเหมือนกัน ( look เป็น linking verb, alike เป็น predicative adj.)
    The boy is asleep. เด็กชายกำลังนอนหลับ ( ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The  sleeping boy. )
    The sky is aglow. ท้องฟ้าสว่างไสว ทำเป็น attributive adj. ได้คือ The  glowing sky.

    linking verb หมายถึง กริยาที่ใช่เชื่อมประธาน ( Subject) กับคำอื่นให้สัมพันธ์ กันเพื่อช่วยขยายประธานของประโยค ให้ได้ใจความสมบูรณ์ที่นอกเหนือไปจาก verb to beเช่น appear, become, feel, get, grow,keep, look, go, remain, seem, smell, sound, taste, turn.
     2. คุณศัพท์ที่ใช้เป็นส่วนของกริยา ( verb to be ) ไม่ได้ เช่น
     former ก่อน latter หลัง
     inner ภายใน outer นอก
     actual ในทางปฏิบัติ neighboring ใกล้เคียง
     elder อายุมากกว่า drunken เมา
     entire ทั้งสิ้น shrunken หด
     especial โดยเฉพาะ wooden ทำด้วยไม้
     middle กลาง  
    เช่น   A wooden heart. (ไม่ใช่  A heart is wooden )
     3. ถ้าคุณศัพท์นั้นทำหน้าที่ขยายนามหรือสรรพนามที่เป็นกรรมของประโยค ต้องวางคุณศัพท์ไว้หลังกรรมนั้นเพื่อให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
    We considered his report  unsatisfactory.  เราพิจารณาเห็นว่ารายงานของเขาไม่เป็นที่น่าพอใจ
          (unsatisfactory 
    เป็นคุณศัพท์ขยาย his report  ซึ่งเป็นกรรมของประโยค )
     4. เมื่อใช้กับข้อความแสดงการวัด ( measurement) วางคุณศัพท์ไว้หลังนาม หรือสรรพนาม เช่น
    My uncle is sixty years old.  ลุงของฉันอายุ 60 ปี    (ไม่ใช่ My uncle is old sixty years.)
    This road is fifty feet wide. ถนนนี้กว้าง 50 ฟุต    (ไม่ใช่ This road is wide fifty feet.)
     5. เมื่อคุณศัพท์หลายคำประกอบนามหรือสรรพนามเดียว จะวางข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้   โดยจะต้องมี and  มาคั่นหน้าคุณศัพท์ตัวสุดท้าย เช่น
    The building, old and unpainted, was finally demolished.   ตึกซึ่งเก่าและสีทรุดโทรม
        ในที่สุดก็ถูกทุบทิ้ง ( วางข้างหลัง ) หรือThe old and unpainted building was finally demolished. ( วางข้างหน้า )
     He bought a new, powerful and expensive car . เขาซื้อรถใหม่ที่กำลังแรงสูงและราคาแพง หรือ 
     He bought a carnew, powerful and expensive.  
     6. คุณศัพท์วางตามหลังคำสรรพนาม ( pronoun ) ที่มันขยาย ต่อไปนี้        
     someone anyone no one everyone
     somebody anybody nobody everything
     something anything nothing everybody
    เช่น
    She wanted to marry someone rich and smart.  เธอต้องการแต่งงานกับใครสักคนซึ่งหล่อและรวย
    I'll tell you something important. ฉันจะเล่าบางอย่างที่สำคัญให้คุณฟัง
     7. วาง คุณศัพท์ไว้หลังนามหรือสรรพนามถ้าคุณศัพท์นั้นมีข้อความ ( prepositional phrase ) ประกอบอยู่      เช่น
    Thailand is a country famous for its food and  fruits.  ไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องอาหารและผลไม้
          (famous เป็นคุณศัพท์    famous for food and fruits เป็นข้อความขยายคำนาม country)
    She is the woman suitable for the position. เธอเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมกับตำแหน่ง
     
          (suitable
     เป็นคุณศัพท์  suitable for the position.  เป็นข้อความขยาย  woman )
     8. คุณศัพท์บางคำมีความหมายต่างกัน ถ้าวางในตำแหน่งที่ต่างกัน เช่น
    He is and old friend.  เขาเป็นเพื่อนเก่า
    My friend is old.  เพื่อนของฉันสูงอายุ
    The teacher was present.  ครูมาอยู่ที่นั้นด้วย
    The present teacher.  ครูคนปัจจุบัน
    Harry was late.  แฮรีมาสาย
    The late Harry.  แฮรี่ผู้เสียชีวิตไปแล้ว
     9. กลุ่มของคำที่เป็นวลี ( phrase) หรืออนุประโยค ( clause ) เมื่อขยายคำนาม ต้องวางหลังนามหรือสรรพนามที่มันประกอบ เช่น
    The woman sitting in the chair is my mother .  ผู้หญิงที่นั่งที่เก้าอี้เป็นแม่ของฉัน 
          ( sitting in the chair
      เป็นวลี ขยายคำนาม  the woman)
    The man who came to see me this morning is my uncle.     ผู้ชายที่มาหาฉันเมื่อเช้านี้คือลุงของฉัน 
         ( who came to see me this morning
      เป็นอนุประโยคขยายคำนาม the man )
    หมายเหตุ    ถ้านามใดมีทั้งวลี และ อนุประโยค มาขยายพร้อมกัน ให้เรียงวลีไว้หน้าอนุประโยคเสมอ เช่น
    I like the picture on the wall which was  painted by my friend.     ฉันชอบรูปภาพที่แขวนบนข้างซึ่งวาดโดยเพื่อนของฉัน
          ( on the wall เป็นวลีขยาย the picture) ( which was painted by my friend เป็นอนุประโยคขยาย the picture ) 

    There is only one solution possible.   (possible วางหลังคำนาม solution ) There are some tickets available.   ( available วางหลังคำนาม tickets)
     10. คุณศัพท์ที่เป็นสมญานามไปขยายคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ ให้วางหลังคำนามนั้นเสมอ เช่น
     Alexander the GreatWilliam the Conqueror
     11.โดยปกติคุณศัพท์จะต้องวางหลัง article ที่เป็น a หรือ an เช่น a good man   ยกเว้นคุณศัพท์ต่อไปนี้   เมื่อนำไปขยายคำนามที่เป็นเอกพจน์และนับได้ ให้วางคุณศัพท์นั้นไว้หน้า a หรือ an ได้แก่ half, such, quite,  rather และ many เช่น
    John is such a good man. ( a good man เป็นนามเอกพจน์ )This is rather a valuable picture ( a valuable picture เป็นนามเอกพจน์ )
     12. เมื่อ adjective หลายคำประกอบคำนามเดียว ควรวางลำดับก่อนหลังดังนี้
    Article
    Demonstrative
    Possessive
    Indefinite
    Adjective
    บอกจำนวนนับ
    คำอธิบายลักษณะ
    นามรองทำหน้าที่คุณศัพท์
     
    นามหลัก
     
    คุณภาพ
    ลักษณะ
    รูปร่าง
    ขนาด
    อายุ
    สี
    สัญชาติ
    แหล่งกำเนิด
    วัสดุ
    A
     
    beautiful
     
    old
     
    Italian
     
    touring
    car.
    An
     
    expensive
     
    antique
     
     
    silver
     
    mirror.
    The
    four
    gorgeous
    long-stemmed
     
    red
     
     
     
    roses.
    Her
     
    short
     
     
    black
     
     
     
    hair.
    Our
    two
     
    big
    old
     
    English
     
      
    sheep-
    dogs.
     
    Some
    delicious
     
     
     
    Thai
     
     
    food.
    Many
     
    modern
    small
     
     
     
    brick
     
    houses.

    Adjectives ( articles -a/an )

    Adjectives ( articles -a/an )
     
     Articles เป็นคำคุณศัพท์อย่างหนึ่ง   การเรียน Articles ต้องทำความเข้าใจควบคู่ไปกับเรื่องนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างสับสนสำหรับผู้เรียนซึ่งที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ( Non-native speakers of English ) หรือเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาต่างประเทศ ( English as a Foreign Language )  เนื่องจากเป็นเรื่องที่มักจะตัดสินใจยากว่าอะไรเป็นนามนับได้ และอะไรเป็นนามนับไม่ได้  บางครั้งคำเดียวกันสามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง เป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์มาก และขณะเดียวกัน ก็มีข้อยกเว้นมากเช่นกัน ต้องอาศัยความจำและประสบการณ์ ในการใช้ภาษา เป็นเวลานานจึงจะสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง
    หลักการใช้ article นำหน้านาม คือ
    เมื่อกล่าวเป็นการทั่วไปนามนับได้เอกพจน์ จะต้องมี a หรือ an นำหน้าเสมอ
     นามพหูพจน์และนามนับไม่ได้ ไม่ต้องมี article ใดๆ
    เมื่อกล่าวเป็นการชี้เฉพาะจะต้องใช้ the นำหน้าเสมอไม่ว่าจะเป็นนามเอกพจน์หรือพหูพจน์ เป็นนามนับได้หรือไม่ได้
    Articles แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
    • Indefinite Article ได้แก่   และ an ใช้นำหน้านามนับได้ ( Countable Nouns ) เอกพจน์ทั่วๆไป ( Singular )
    • Definite Article ได้แก่  the  ซึ่งใช้นำหน้าคำนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ทั้งรูปเอกพจน์ Singular ) และพหูพจน์ ( Plural ) เพื่อให้นามนั้นมีความหมายเฉพาะเจาะจง
    การใช้ Indefinite Article : a, an
    1. ใช้ a นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะและมีความหมายทั่วไปในความหมาย หนึ่ง โดยไม่ต้องการเน้นจำนวน เช่น   a woman, a dog, a dentist, a newspaper, a city , a book , a shop  เช่น
    He is reading a newspaper.  เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์
    2. ใช้ an นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ขึ้นต้นด้วยสระ และมีความหมายทั่วไป เช่น an orange, an umbrella, an hour, an article
    It's raining.You will need an umbrella .ฝนกำลังตก คุณจะต้องมีร่มกันฝน.
    หมายเหตุ
    • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นขึ้นต้นด้วยสระ   แต่ว่าออกเสียงเป็นพยัญชนะ ให้ใช้ a   เช่น a uniform, a university, a European, a eucalyptus ( ต้นยูคาลิบตัส ), a utensil, a union, a useful, a unit
    • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นมีคุณศัพท์นำหน้าขยาย   ให้ดูดังนี้
         -หากคำคุณศัพท์นั้นขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะก็ให้ใช้ a  เช่น  a sweet orange, a big umbrella
         -หากขึ้นต้นด้วย เสียงสระให้ใช้ an เช่น   an old city, an ugly woman  เป็นต้น
    • ถ้าคำนามนั้นขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่ออกเสียงเป็นสระ   หรือมี adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระมาขยายข้างหน้านามนั้นให้ใช้ an เช่น
         -ออกเสียงเป็นสระ เช่น an hour, an heir, an honor
         -มีคุณศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น an important person
    3. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ เมื่อกล่าวถึงคำนามนั้นเป็นครั้งแรก เช่น
    There is a shop on the corner.   มีร้านอยู่ 1 ร้านที่หัวมุม ( ใช้ a เพราะเป็นการพูดถึงครั้งแรก )
    4. ใช้ a, an แทนพวก กลุ่ม หมู่เหล่า เช่น
    A cow is an animal. วัวเป็นสัตว์ขนิดหนึ่ง
    = Cows are animals.วัวเป็นสัตว์ 
    An owl can see in the dark. นกเค้าแมวมองเห็นได้ในความมืด
    5. ใช้ a, an ในการบอกอัตราต่อ 1 หน่วย ( per ) เช่น
    She runs three miles a day. เธอวิ่งวันละ 10 ไมล์ ( เป็นกิจวัตร )
    I go to the cinema about once month. 
    ฉันไปดูภาพยนต์ประมาณเดือนละครั้ง
    6. ใช้ a, an หน้าชื่อเฉพาะของผู้มีชื่อเสียงที่รู้จักทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติ ความสามารถ หรืออุปนิสัยเหมือนผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบ
    He is an Einstein. เขาเป็นคนฉลาดเหมือนไอน์สไตน์
    He is a Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่ง ( เหมือนสุนทรภู่) ของโรงเรียนเรา
         หมายเหตุ แต่ถ้าใช้ the แทน a หมายความว่าคนเช่นนั้นมีคนเดียว
    He is the Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่งของโรงเรียนเรา ( เพียงคนเดียว)
    He is the Khun Phaen of our family.  เขาเป็นคนเจ้าชู้( เหมือนขุนแผน)คนเดียวในครอบครัวเรา
    7. ใช้ a, an นำหน้าคำนามที่เป็นสำนวนในประโยคอุทาน เช่น
    What a pity !น่าสงสารจัง
    What a shame ! น่าอายจัง !
    8. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่กล่าวถึงการเป็นสมาชิกของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มอาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา
    My father is a teacher.  อาชีพ
    Robert is an American.  เชื้อชาติ
    John is a Catholic.   ศาสนา
    9. ใช้ a, an แทนจำนวน หนึ่งหน้าคำนามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการนับจำนวนหรือแสดงจำนวนมาก
    a dozen of eggs.ไข่จำนวน 1 โหล
    a gross of pensปากกาจำนวน 12 โหล
    a lot of peopleประชาชนจำนวนมาก
    a number of friendsเพื่อนจำนวนมาก
    10. ใช้ a, an นำหน้านามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย  โครงสร้างคือ have + a+ อาการเจ็บป่วย
    have a headache ( ปวดหัว )have a pain in the chest ( เจ็บหน้าอก )
    have a stomachache ( ปวดท้อง )have a cold ( เป็นหวัด )
    have a toothache ( ไม่มี a ก็ได้ ) ( ปวดฟัน )have a fever ( เป็นไข้ )
    ยกเว้นถ้าเป็นชื่อโรค ไม่ใช้ a, an เช่น
    rheumatism( โรคปวดข้อ )diabetes ( เบาหวาน )
    influenza (ไข้หวัดใหญ )่cancer ( มะเร็ง )
    เช่น
    He had an itch in the middle of his back .เขามีอาการคันที่กลางหลัง
    He had a pain in the neck.  เขามีอาการปวดคอ
    She is suffering from rheumatism.  เธอกำลังทุกข์ทรมานด้วยโรคปวดข้อ
    11. ใช้ a,an ในสำนวนที่มีคำต่อไปนี้นำหน้าคือ    such, quite, rather, many
    We didn't expect such a hot day.  เราไม่ได้คาดว่ามันจะเป็นวันที่อากาศร้อนเช่นนี้
    He is quite a good boy. เขาเป็นเด็กดีทีดียว
    It was rather a short trip. มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสั้น
    Many a place in Thailand impressed them. สถานที่หลายแห่งในประเทศไทยประทับใจพวกเขามาก
    12. ใช้ a, an หลังโครงสร้างต่อไปนี้
    so + adjective+a + นามนับได้ เอกพจน์ ( such a+ นาม ) เช่น
          We didn't expect so great a crowd.  .เราไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายอย่างนี้

    too + adjective + a + นามนับได้ เอกพจน์
          This is too hard a job for him.  นี่เป็นงานหนักเกินไปสำหรับเขา

    however + adjective + a + นามนับได้เอกพจน
          
    However nice a girl she is, he never like her. ไม่ว่าเธอจะเป็นคนน่ารักอย่างเขาก็ไม่ชอบเธอ

    as + adjective + a + นามนับได้ เอกพจน์+ as
          
    She is as good a student as you are.เธอเป็นนักเรียนที่ดีเช่นเดียวกับคุณ
    13. สำนวนในภาษาอังกฤษที่ใช้ a,an
    all of a suddenทันใดนั้นin a hurry/rushอย่างเร่งรีบ
    as a matter of factอันที่จริงแล้วin a good/bad moodอารมณ์ดี/เสีย
    as a ruleตามปกติ โดยทั่วไปkeep an eye onเฝ้าดู
    do a favorช่วยเหลือmake a decisionตัดสินใจ
    earn a livingหาเลี้ยงชีพmake a livingหาเลี้ยงชีพ
    give an ideaให้ความคิดmake a mistakeทำผิด
    go for a walkเดินเล่นmake noiseทำเสียงดัง
    go for rideนั่งรถเล่นmake a speechกล่าวสุนทรพจน์
    have a good timeสนุกสนานmake a wishอธิษฐาน
    have a hair cutตัดผมmake a fool ofทำให้ขายหน้า
    it's a shameน่าขายหน้าmake a requestขอร้อง
    it's a pity thatน่าเสียดาย,น่าสงสารtell a lie, tell liesโกหก
    take a tripเดินทางtake look atมอง ดู
    take a pictureถ่ายรูปkeep secretเก็บเป็นความลับ
    take a seatนั่งin position toอยู่ในฐานะที่จะ
    with a view toเพื่อจะทำให้on large scaleอย่างมาก
    on an/the averageโดยเฉลี่ยmake a remarkให้ข้อสังเกต
    couple ofสองสามplay a joke onล้อเล่น
    การใช้ a/an และ one
    ที่ผ่านมาเป็นการใช้ a/an กับนามนับได้ในความหมายของสิ่งเดียว ( singular ) บางครั้งที่เราต้องการเน้นตัวเลข สามารถใช้ one กับนามนับได้เอกพจน์ เช่น
    We'll be in Australia for one ( or a ) year. เราจะอยู่ในออสเตรเลีย 1 ปี
    She scored one ( or a ) hundred and eighty points.  เธอได้คะแนน 168 คะแนน
    จะใช้ one เท่านั้นเมื่อ
    • ต้องการที่จะเน้นว่าสิ่งที่กล่าวถึง มี/เป็น เพียง 1 ไม่ใช่ 2,3,4...... เช่น
      Do you want one sandwich or two? คุณต้องการแซนด์วิช 1 หรือ 2 อัน
      Are you staying just one night ? คุณจะพักค้างคืนวันเดียวหรือ
    • ใช้ one ในรูปแบบ one ...other / another เช่น
      Close one eye, and then the other. ปิดตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงปิดอีกข้าง
      Bees carry pollen from one plant to another. ผึ้งนำเกสรดอกไม้จากต้นหนึ่งไปอีกต้น